“การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงาน” ตามความหมายของกฎกระทรวงอุตสาหกรรม หมายความว่า การตรวจสอบ การทดสอบ การตรวจทดสอบ การศึกษาหรือค้นคว้า การวิเคราะห์ การหาข้อมูลหรือสถิติต่างๆ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็นประโยชน์ประกอบการพิจารณาด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การส่งหรือเพื่อส่ง การจ่ายหรือเพื่อจ่าย การใช้หรือการซ่อมระบบไฟฟ้าในโรงงาน
ทำไมโรงงานจึงต้องมีการตรวจไฟฟ้าโรงงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
1. ความปลอดภัยของบุคลากร
กฎหมายดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากไฟฟ้า เช่น ไฟฟ้าช็อต ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟไหม้ในโรงงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้
2. การปฏิบัติตามมาตรฐาน
การตรวจไฟฟ้าในโรงงานเป็นการยืนยันว่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า และการติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ช่วยป้องกันความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าที่อาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว
3. การลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
โรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษ เช่น ค่าปรับ การระงับใบอนุญาต หรือคำสั่งหยุดการดำเนินการ การปฏิบัติตามกฎหมายช่วยลดความเสี่ยงนี้และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร
4. การประหยัดพลังงาน
การตรวจสอบระบบไฟฟ้าช่วยให้สามารถระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานได้ ทำให้สามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งต้นทุนและสิ่งแวดล้อม
5. การสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้โรงงานมีการดำเนินงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ยั่งยืน
ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานและเอกสารการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงาน พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2568 มีการปรับแบบรายงานการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงาน เพิ่มเติมข้อมูลดังนี้
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

ข้อ 1.1 ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงาน
ข้อ 1.2 ขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า เพิ่มการระบุหมายเลขเครื่องวัด
ข้อ 1.3 หม้อแปลงกำลังที่ติดตั้งของโรงงาน (ถ้ามี) ปรับข้อมูลที่ต้องระบุคือ จำนวนหม้อแปลงภายในโรงงาน และจำนวนรวมขนาดพิกัดหม้อแปลงไฟฟ้าภายในโรงงาน
ข้อ 1.4 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (ถ้ามี) ปรับข้อมูลที่ต้องระบุคือ จำนวนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองภายในโรงงาน และจำนวนรวมขนาดพิกัดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองภายในโรงงาน
ข้อ 1.5 ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา(หน่วยกิโลวัตต์) จากเดิมเฉลี่ยต่อเดือน
ข้อ 1.6 ผู้รับผิดชอบระบบไฟฟ้าโรงงาน จำนวน 2 ท่าน (เพิ่มเติมจากแบบรายงานการตรวจสอบเดิม)
ข้อ 1.7 แบบการติดตั้งระบบไฟฟ้าจริง (As Built Drawing) (เพิ่มเติมจากแบบรายงานการตรวจสอบเดิม)
ข้อ 1.8 มีการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในบริเวณอันตราย (เพิ่มเติมจากแบบรายงานการตรวจสอบเดิม)
ข้อ 1.9 มาตรฐานอ้างอิงที่ใช้ในการตรวจสอบ (เพิ่มเติมจากแบบรายงานการตรวจสอบเดิม)
ส่วนที่ 2 รายการตรวจสอบ

ข้อ 2.1 การตรวจสอบแรงสูง ทำการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบดำเนินการในวันที่เข้าปฏิบัติงาน โดยมีรายการ ดังนี้
ข้อ 2.1.1 สายอากาศ ตรวจสอบ สภาพเสา การประกอบอุปกรณ์หัวเสา สายยึดโยง การพาดสาย (สภาพสาย ระยะหย่อนยาน) ระยะห่างของสายกับอาคาร สิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ การติดตั้งล่อฟ้าและสภาพ สภาพของจุดต่อสาย การต่อลงดินและสภาพ
ข้อ 2.1.2 การติดตั้งเครื่องปลดวงจรต้นทาง (ส่วนของผู้ใช้ไฟ) เช่น สวิตช์ตัดตอน (Disconnecting Switch) หรือ RMU เป็นต้น
ข้อ 2.2 การตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า ทำการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบดำเนินการในวันที่เข้า ปฏิบัติงาน โดยมีรายการ ดังนี้
ข้อ 2.2.1 ลำดับหม้อแปลงที่ตรวจสอบ ขนาดหม้อแปลงหน่วยเป็นเควีเอ ข้อมูลของหม้อแปลง เช่น แรงดัน ประเภทหม้อแปลง เป็นต้น
ข้อ 2.2.2 การติดตั้ง เป็นประเภทนั่งร้าน แบบแขวน ลานหม้อแปลง ในห้องแปลง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อ 2.2.3 ตรวจสอบเครื่องป้องกันกระแสเกินด้านไฟเข้า
ข้อ 2.2.4 การตรวจสอบการใช้งานของการต่อสายแรงต่ำและแรงสูงที่หม้อแปลง
ข้อ 2.2.5 การติดตั้งล่อฟ้าแรงสูง (Lightning Arrester)
ข้อ 2.2.6 การติดตั้งดรอปฟิวส์คัตเอาท์
ข้อ 2.2.7 การป้องกันการสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า
ข้อ 2.2.8 สายดินกับตัวถังหม้อแปลงและล่อฟ้าแรงสูง
ข้อ 2.2.9 ตรวจสอบสายดินของหม้อแปลง เช่น ค่าความต้านทานของสายดิน สภาพหลักดินและจุดต่อ สภาพสายดินและจุดต่อ เป็นต้น
ข้อ 2.2.10 ตรวจสอบสภาพภายนอกหม้อแปลง เช่น สารดูดความชื้น สภาพบุชชิ่ง ปริมาณและการรั่วซึมของน้ำมันหม้อแปลง อุณหภูมิหม้อแปลง เป็นต้น
ข้อ 2.2.11 ตรวจสอบสภาพแวดล้อมหม้อแปลง เช่น การระบายอากาศ ความชื้น สภาพรั้วกั้น/ลานและการต่อลงดิน และสภาพทั่วไป เป็นต้น
ข้อ 2.3 การตรวจสอบตู้เมนสวิตช์ ทำการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบดำเนินการในวันที่เข้าปฏิบัติงาน โดยมีรายการ ดังนี้

ข้อ 2.3.1 ตรวจสอบลำดับตู้เมนสวิตช์ที่ตรวจสอบ ระบุข้อมูลการรับกระแสไฟจากหม้อแปลง ลักษณะการติดตั้ง และตรวจสอบข้อมูลทั่วไป เช่น สภาพทั่วไป จุดต่อสายและจุดต่อบัสบาร์ ที่ว่างเพื่อปฏิบัติงานที่จุดติดตั้งตู้เมนสวิตช์ แสงสว่างเหนือที่ว่างเพื่อปฏิบัติงาน การต่อฝาก การป้องกันส่วนสัมผัสที่มีไฟฟ้า ป้ายชื่อและแผนภาพเส้นเดี่ยว (Single Line Diagram) ของเมนสวิตช์ เป็นต้น
ข้อ 2.3.2 เครื่องป้องกันกระแสเกิน ระบุข้อมูลชนิด และรายละเอียดอุปกรณ์
ข้อ 2.3.3 ตรวจสอบสายดินของแผงสวิตช์ เช่น สภาพหลักดินและจุดต่อ สายหลักดิน สภาพสายดินและจุดต่อ ค่าความต้านทานของหลักดินเป็นต้น
ข้อ 2.3.4 ตรวจสอบอุณหภูมิของอุปกรณ์
ข้อ 2.4 การตรวจสอบแรงต่ำภายในอาคาร ทำการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบดำเนินการในวันที่เข้าปฏิบัติงาน โดยมีรายการ ดังนี้
ข้อ 2.4.1 ตรวจสอบวงจรเมน
ข้อ 2.4.1.1 สายเข้าเมนสวิตช์ โดยระบุข้อมูลเช่น ชนิดของสายเฟส ชนิดของสายนิวทรัล ลักษณธการเดินของสายเข้าเมนสวิตช์ เป็นต้น
ข้อ 2.4.1.2 รางเดินสายและรางเคเบิล เช่น สภาพการติดตั้งและใช้งาน ความต่อเนื่องทางไฟฟ้า การต่อฝากและการต่อลงดิน เป็นต้น
ข้อ 2.4.1.3 สภาพฉนวนสายไฟ
ข้อ 2.4.1.4 สภาพจุดต่อของสาย
ข้อ 2.4.1.5 การป้องกันความร้อนจากการเหนี่ยวนำ
ข้อ 2.4.1.6 อุณหภูมิของอุปกรณ์
ข้อ 2.4.2 การตรวจสอบแผงย่อย หรือตู้ไฟฟ้าซึ่งรับไฟจากตู้เมนสวิตช์ โดยตรวจสอบข้อมูลทั่วไป เช่น ตำแหน่งหรือพื้นที่ติดตั้ง การรับไฟฟ้าจากตู้เมนสวิตช์ระบุชื่อตู้
ข้อ 2.4.2.1 ลักษณะการติดตั้ง สภาพทั่วไป จุดต่อสายและจุดต่อบัสบาร์ ที่ว่างเพื่อปฏิบัติงานที่จุดติดตั้งแผงย่อย แสงสว่างเหนือที่ว่างเพื่อปฏิบัติงาน การป้องกันส่วนสัมผัสที่มีไฟฟ้า เป็นต้น
ข้อ 2.4.2.2 ตรวจสอบข้อมูลของเครื่องป้องกันกระแสเกินของแผงย่อย
ข้อ 2.4.2.3 สายดินของแผงย่อย ระบุข้อมูลชนิดของสายดินและขนาด สภาพสายดินและจุดต่อ
ข้อ 2.4.2.4 อุณหภูมิของอุปกรณ์
ข้อ 2.5 การตรวจสอบบริภัณฑ์ไฟฟ้า ทำการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบดำเนินการในวันที่เข้าปฏิบัติงาน
ข้อ 2.5.1 การติดตั้ง
ข้อ 2.5.2 สภาพภายนอก
ส่วนที่ 3 สรุปผลการตรวจสอบ
เป็นข้อมูลส่วนสุดท้ายที่ผู้ตรวจสอบสรุปผลของการตรวจสอบ โดยต้องระบุเป็น 2 กรณี คือ
• กรณีที่ 1 ใช้งานได้ ระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยต้องมีการใช้งาน รวมทั้งการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและตามหลักวิชาการทางด้านวิศวกรรมศาสตร์
• กรณีที่ 2 ใช้งานได้ แต่ต้องแก้ไขตามรายงานการตรวจสอบโดยระบุวันที่ต้องดำเนินการแก้ไข
เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วผู้ประกอบการสามารถนำเอกสารแบบรายงานการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงาน นำส่งกับทางหน่วยงานราชการได้โดยมี 3 วิธีการ ดังนี้
1. ยื่นเอกสารด้วยตัวเอง คือ ไปที่สำนักงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำนักงานเขตที่รับผิดชอบ
2. ยื่นเอกสารทางไปรษณีย์ คือ ส่งเอกสารไปยังที่อยู่ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด
3. ยื่นเอกสารออนไลน์ คือ ในบางกรณี อาจสามารถยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ที่กรมโรงงานฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดให้บริการ ได้แก่เว็บไซต์ I-INDUSTRY ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DOI) เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการหลายอย่างสำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึง การยื่นคำขออนุญาตต่าง ๆ เช่น การขออนุญาตตั้งโรงงาน, การขออนุญาตการใช้เครื่องจักร, การขออนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการในภาคอุตสาหกรรม
• การตรวจสอบสถานะคำขอ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะของคำขอหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ได้ยื่นไปแล้ว
• การยื่นรายงาน เช่น การยื่นรายงานการตรวจสอบความปลอดภัยหรือไฟฟ้าในโรงงาน
• การจองคิวการตรวจสอบ หากต้องการการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ สามารถจองคิวได้ผ่านระบบ
• บริการข้อมูลอื่น ๆ เช่น การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการในภาคอุตสาหกรรม หรือการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


